25 มกราคม 2559

ข้อห้ามในการซื้อหนังสือเรียน

ข้อห้ามในการซื้อหนังสือเรียน

1. การซื้อหรือจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน

- ห้ามใช้วิธีพิเศษ หรือวิธีกรณีพิเศษ ก่อนที่จะดำเนินการโดยวิธีเปิดให้มีการแข่งขันกัน

- กรณีใช้วิธีตกลงราคา หรือวิธีเปิดให้มีการแข่งขันกัน จะต้องมีการกำหนดราคากลาง

- ราคากลาง ให้สืบค้นจากราคาในท้องตลาดที่มีการซื้อขายหนังสือของ กศน. หรือราคาซื้อขายย้อนหลัง 2 ปีงบประมาณ และให้นำราคาต่ำสุดมาเป็นราคากลาง


ข้อมูล อ.เอกชัย

24 มกราคม 2559

การเขียนหนังสือราชการ

การเขียนหนังสือราชการ




เกร็ดเรื่องการเขียนหนังสือราชการ

เกร็ดเรื่องการเขียนหนังสือราชการ (และหนังสือที่เป็นทางการ) ที่ถูกต้อง เพื่อไม่้ให้ "เสียหน้า" และ "เสียงาน"

คำขึ้นต้น "กราบเรียน" และคำลงท้าย "ขอแสดงความนับถืออย่างสูง" 

ใช้กับ ประธานองคมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลฎีกา นายกรัฐมนตรี และรัฐบุรุษ เท่านั้น 

... ส่วนบุคคลอื่นๆ ทั่วไป ใช้คำขึ้นต้นว่า "เรียน" และลงท้ายว่า "ขอแสดงความนับถือ"

การใช้สรรพนามแทนตัวว่า "ข้าพเจ้า" ล้าสมัยแล้ว การแทนตัวว่า "ผม" "กระผม" หรือ ดิฉัน" เหมาะสมและทันสมัยกว่า

ท่อนจบที่ว่า "จึงเรียนมาเพื่อโปรด...." เยิ่นเย้อและไม่เหมาะสม ในปัจจุบันนิยมใช้คำว่า "จึงเรียนมาเพื่อ..." (ไม่มี โปรด) เช่น จึงเรียนมาเพื่อทราบ หรือ จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการ

การเขียนขอบคุณแบบคาดหวังล่วงหน้า "จะขอบคุณยิ่ง" เป็นภาษาพูด คำที่เป็นภาษาเขียนและให้ความรู้สึกเน้นหนักกว่าคือ "จักขอบคุณยิ่ง"

การขอความช่วยเหลือว่า "ใคร่ขอความอนุเคราะห์" เป็นการใช้คำฟุ่มเฟือยและโยงไปถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แม้จะตัดคำว่า "ใคร่" ออกไปก็ไม่เสียความหมาย ใช้แค่ "ขอความอนุเคราะห์" ก็พอแล้ว

การเท้าความว่าเคยแจ้งรายละเอียดไปแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่อยากจะพูดซ้ำ จะเขียนว่า "[ความเดิมโดยสรุป] ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น" หรือ "ความแจ้งแล้ว นั้น"

"ให้กับ" ไม่เป็นทางการ ที่เหมาะสมคือ "ให้แก่" ส่วนคำว่า "แด่" จะใช้กับผู้ที่อยู่ในสถานะสูงกว่า เช่น ถวายแด่

"ขอเชิญมาเป็น..." และ "ไม่ทราบจะทำอย่างไร" เป็นภาษาพูด ภาษาเขียนต้องใช้ว่า "ขอเชิญไปเป็น..." และ "ไม่ทราบว่าควรทำเช่นใด"

เรียบเรียงมาจากบทความ "การเรียนหนังสือราชการ" ของคุณสิริวิท อิสโร www.polsci.chula.ac.th/qapolsci/km3.htm ซึ่งเป็นการสรุปความมาจากโครงการอบรม "เทคนิคการเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ" โดยอาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มี.ค. 2552

5 มกราคม 2559

การเบิกจ่ายการเดินทางไปราชการ

การเดินทางไปราชการ

http://secondary39.go.th/39download/sec39_salary01.pdf

การต่อใบประกอบวิชาชีพครู

@@@   : ผู้ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  ต้องต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ   ก่อนหมดอายุ 180 วัน ( 6 เดือน ) มิเช่นนั้นท่านอาจเสียสิทธิ์

คู่มือการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา   http://www.ksp.or.th/ksp2013/download/index.php?l=th&tid=4&mid=72&pid=67


มีปัญหา หรือไม่เข้าใจสิ่งใด พบเจ้าหน้าที่

หากไม่สามารถเดินทางมายังคุรุสภาส่วนกลางได้ ท่านสามารถพบเจ้าหน้าที่คุรุสภา ณ สพป. เขตใกล้บ้านได้ทั่วประเทศ

หรือ call center 02 304 9899

เครื่องแบบสีกากี ไม่ต้องใส่ปลอกแขนดำ ถือเป็นการไว้ทุกข์โดยปริยาย

เครื่องแบบสีกากี ไม่ต้องใส่ปลอกแขนดำ ถือเป็นการไว้ทุกข์โดยปริยาย

การแต่งเครื่องแบบพิธีการไว้ทุกข์ เช่น ในวันที่ 16 ธ.ค.58 

ถ้าเป็นชุดปกติขาว หรือชุดครึ่งยศ เต็มยศ ( เสื้อขาว กางเกงประโปรงดำ ) ให้ใส่ปลอกแขนดำไว้ทุกข์ข้างซ้ายเหนือข้อศอก 

แต่ถ้าแต่งเครื่องแบบปกติสีกากี ก็แต่งตามปกติ สีกากีไม่มีปลอกแขน ถือเป็นการไว้ทุกข์โดยปริยาย 

เครื่องแบบองค์กรของแต่ละหน่วยงาน (UNIFORM) ก็ถือเป็นการใส่ไว้ทุกข์ได้โดยอัตโนมัติเช่นกัน

กรณีแต่งเครื่องแบบ ควรงดเครื่องหมายเฉลิมพระเกียรติงานมงคลพระมหากษัตริย์  ( ส่วนเข็มเครื่องหมายที่ประดับได้ เช่น เข็มที่ระลึกของสมเด็จพระสังฆราช, เข็มที่ระลึกงานพระศพสมเด็จย่า, พระพี่นาง ฯลฯ )

19 พฤศจิกายน 2558

1.ใน 1 กลุ่มมี นศ. 2 ระดับชั้นได้ไหม, 2.ข้าราชการครูไม่มี นศ.เป็นของตนเองได้ไหม, 3.ใครจะลงคำรับรองฯถ้าข้าราชการครูเป็นครูประจำกลุ่ม นศ.ของ กศน.ตำบล

1.ใน 1 กลุ่มมี นศ. 2 ระดับชั้นได้ไหม

2.ข้าราชการ ครูไม่มี นศ.เป็นของตนเองได้ไหม

3.ใครจะลงคำรับรองฯถ้าข้าราชการครูเป็นครูประจำกลุ่ม นศ.ของ กศน.ตำบล

       1. เรื่องใน 1 กลุ่ม ควรมี นศ.ระดับชั้นเดียว เช่น ม.ต้นทั้งหมด หรือ ม.ปลายทั้งกลุ่ม 

            นี้ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของการจัดการเรียนการสอนทุกหลักสูตร เพราะแต่ละระดับมีเนื้อหาวิชาต่างกัน ยากที่จะจะจัดการเรียนการสอนรวมกันให้มีคุณภาพ

แต่ประเด็นนี้ก็เป็นปัญหา/ข้อจำกัดสำหรับครู กศน.มาตลอด จนถึงปัจจุบัน เท่าที่ฟังท่านเลขาธิการ กศน.ให้นโยบาย ท่านเน้นที่  “1 กลุ่มไม่ให้เกิน 40 คน และ จัดการเรียนการสอน/จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครั้งละกลุ่มเดียว” ในแต่ละกลุ่ม เราก็ต้องพยายามแยกให้มี นศ.เพียงระดับเดียว แต่ ในทางปฏิบัติอาจมีบางกลุ่มจำเป็นต้องมี 2 ระดับ ก็อนุโลมได้ เพราะปัญหา/ข้อจำกัดสำหรับครู กศน.ยังมีอยู่

          เช่น ถ้าตำบลใดมีครูคนเดียว มี นศ.ระดับประถม 42 คน ม.ต้น 43 คน ม.ปลาย 44 คน กรณีนี้ถ้าจะแบ่งกลุ่มให้ถูกทั้งนโยบายและหลักการ ครูคนนี้ต้องแบ่งถึง 6 กลุ่ม และตามนโยบายแม้ว่ากลุ่มจะมี นศ.น้อยคน ก็ต้องแยกสอนไม่พร้อมกัน ( จะให้ นศ.บางคนไปอยู่กลุ่มตำบลอื่น เดินทางไปเรียนที่ตำบลอื่น ก็จะเป็นปัญหาอื่นอีก )โดยต้อง “จัดตั้งกลุ่ม” ก่อน ระบุว่าแต่ละกลุ่มอยู่ที่ไหน สอนวันเวลาใด ซึ่งวันเวลาต้องไม่ซ้ำซ้อนกันในครูประจำกลุ่มคนเดียวกัน ดังนั้นครูคนนี้เฉพาะการสอนอย่างเดียวก็สัปดาห์ละ 6 X 6 ชั่วโมง ( ปัจจุบันไม่พูดว่าให้สอนสัปดาห์ละ 9 ชั่วโมงแล้ว ) รวมเป็น 36 ชั่วโมง จะยากในทางปฏิบัติ ก็คงต้องอนุโลมให้ลดกลุ่มโดยบางกลุ่มมี นศ. 2 ระดับชั้นรวมกันได้

     
  2. เรื่องข้าราชการครูต้องมีภาระงานสอน เป็นเรื่องบังคับตามกฎหมายของ “ผู้ดำรงตำแหน่งครู” ทุกสังกัด โดยเฉพาะกับทุกคนที่จะมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และ/หรือ มีวิทยฐานะ( ผู้ดำรงตำแหน่งครู จะปฏิบัติงานที่หน่วยงานทางการศึกษาที่ไม่ใช่สถานศึกษา เช่น สนง.กศน.จังหวัด ไม่ได้ เพราะ สนง.กศน.จังหวัดจะไม่มีการจัดการเรียนการสอนเอง ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งครูปฏิบัติหน้าที่ตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนดไม่ได้ ที่ไหนยังให้ผู้ดำรงตำแหน่งครูไปช่วยราชการประจำที่ สนง.กศน.จังหวัด ถือว่าไม่สนใจระเบียบกฎหมาย ) แต่ภาระงานสอนตามระเบียบกฎหมายของข้าราชการครู มีหลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องหานักศึกษาเป็นของตนเอง เช่นสอนเสริมให้กับ นศ.ของ กศน.ตำบลก็ได้ต้องพิจารณาจากหลายด้าน เช่น

       1) ถ้าข้าราชการครูไม่หานักศึกษาเป็นของตนเอง ก็ไม่ได้ช่วยแบ่งเบากลุ่มเป้าหมายรวมของอำเภอ ไม่ได้ช่วยลดกลุ่มเป้าหมายของครูประเภทอื่น อาจทำให้ครูประเภทอื่นเกิดความรู้สึก ( แต่บางครั้งก็ดี ที่ไม่ต้องแย่ง นศ.กัน )
       2) ถ้าข้าราชการครูไม่ช่วยหานักศึกษาเป็นของตนเองและส่งผลให้รวมทั้งอำเภอไม่ได้ นศ.ตามเป้า ผอ.กศน.อำเภอก็ต้องรับผิดชอบ       3) ถ้าข้าราชการครูไม่ช่วยหานักศึกษาเป็นของตนเอง แต่ทั้งอำเภอได้ นศ.ครบตามเป้าแล้วข้าราชการครูไม่สอน ความรับผิดชอบจะไปอยู่ที่ตัวข้าราชการครู คือ ถ้าอ้างว่า มีภาระงานสอน เช่น ทำตารางนิเทศ/ตารางสอนเสริม/อื่น ๆ ครบสัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง และมีภาระงานสอนอื่นรวมครบสัปดาห์ละ 18 ชั่วโมงแล้ว ถ้าไม่จริง ก็อาจส่งผลต่อการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ส่งผลต่อวิทยฐานะ

       สรุป ข้าราชการครูจะต้องหานักศึกษาเป็นของตนเองหรือไม่ เป็นความรับผิดชอบของทั้งตัวข้าราชการครูและผู้บริหาร โดยผู้บริหารเป็นผู้ตัดสิน ถ้าผู้บริหารตัดสินตามระเบียบและนโยบาย แล้วข้าราชการครูไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าข้าราชการครูขัดนโยบาย

3. ถ้าครู กศน.ตำบล หรือครู ศรช. เป็นผู้รับสมัครนักศึกษา ได้ระดับประถม 30 คน ม.ต้น 30 คน ม.ปลาย 30 คน รวม 90 คน จัดตั้งกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม ให้ครู กศน.ตำบลหรือครู ศรช. เป็นครูประจำกลุ่ม 2 กลุ่ม และให้ข้าราชการครูเป็นครูประจำกลุ่ม 1 กลุ่ม ข้าราชการครูไม่ได้รับสมัคร นศ.เอง กรณีนี้จะถือว่า นศ. 90 คนนี้ เป็นผลงานของใคร จะลงเป้า/ผลในคำรับรองของใครเท่าไร 
       - ครู กศน.ตำบลลง เป้า/ผล ในคำรับรองฯของตน ทั้ง 90 คน โดยข้าราชการครูไม่ต้องลงในคำรับรองฯ หรือ       - ครู กศน.ตำบลลง เป้า/ผล ในคำรับรองฯของตน 60 คน และข้าราชการครูลงในคำรับรองของตน 30 คน หรือ
       - ครู กศน.ตำบลลงเป้า/ผล ในคำรับรองฯของตน 90 คน และข้าราชการครูลงในคำรับรับรองฯของตนอีก 30 คน จะซ้ำซ้อนเป็น 120 คนหรือไม่
กรณีนี้ผมไม่แน่ใจว่าระบบโปรแกรมฐานข้อมูลการบริหารจัดการฯ ถ้าลงคำรับรองฯตามวิธีที่ 3 แล้ว โปรแกรมจะรวมเป็นยอดของอำเภอ 120 คนโดยอัตโนมัติหรือไม่ ถ้าโปรแกรมไม่รวมกันให้ซ้ำซ้อน ก็ควรลงตามวิธีที่ 3 แต่ถ้าโปรแกรมรวมกันให้ซ้ำซ้อน ก็ควรลงตามวิธีที่ 1 หรือ 2



ขอบคุณบทความจาก 
อ.เอกชัย ยุติศรี

18 พฤศจิกายน 2558

แนวทางการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2559 สำนักงาน กศน.


เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณปี 59

1. ผู้ไม่รู้หนังสือ หัวละ 550 บาท ( งบดำเนินงาน )
2. การศึกษาเพื่ออาชีพ/โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน
2.1 พัฒนาทักษะชีวิต รูปแบบกลุ่มสนใจ ไม่เกิน 30 ชั่วโมง กลุ่มละ 6 คนขึ้นไป หัวละ 115 บาท
- ทักษะชีวิตทั่วไป เช่นเรื่องยาเสพติด ความปลอดภัยในชีวิต สุขภาพอนามัย ( งบดำเนินงาน )
- โครงการหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ, โครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ( งบรายจ่ายอื่น )
2.2 วิชาชีพ รูปแบบชั้นเรียน หลักสูตร 31-100 ชั่วโมง กลุ่มละ 11 คนขึ้นไป หัวละ 900 บาท ค่าวัสดุชั่วโมงละไม่เกิน 30 บาท/หัว ( งบรายจ่ายอื่น )
- หลักสูตรช่างพื้นฐาน ( ช่างประจำบ้าน ) เช่น ช่างไม้ ช่างปูน ช่างทาสี ช่างเชื่อม ช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและเครื่องใช้สำนักงาน
- หลักสูตรพัฒนาอาชีพ ( ต่อยอดอาชีพเดิม )
3. การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน
- เรียนรู้หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกระบวนการบัญชีครัวเรือน หัวละ 400 บาท ( งบดำเนินงาน )
- หมู่บ้านเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท หมู่บ้านละ 2 คน ๆ ละ 400 บาท ( งบดำเนินงาน )
4. เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ( เทคโนโลยีที่เหมาะสม = เทคโนโลยี + ภูมิปัญญา ) หัวละ 400 บาท ( งบดำเนินงาน )

ประเมินเทียบระดับ