รวมความรู้ กศน.,คำสั่ง กศน.,นโยบาย กศน.,ข้อมูลน่ารู้จาก FB กลุ่มครูนอกระบบ และสาระความรู้ที่มีประโยชน์จากประสบการณ์และอื่น ๆ
17 ธันวาคม 2568
15 ธันวาคม 2568
16 ธันวาคม 2568 ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการให้เข้าร่วมรับชมการถ่ายทอดสดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
14 ธันวาคม 2568
นโยบายจุดเน้นการดำเนินงาน กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙
การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติ
๑) ปฏิรูปการเรียนรู้สู่ระบบที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยง และไร้รอยต่อ
๑.๑) ยกระดับการจัดการเรียนรู้ ๓ รูปแบบ ให้มีคุณภาพสูงและตอบโจทย์ชีวิตจริง ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีทางเลือกสำหรับทุกคน และเชื่อมโยงการเรียนรู้ทุกรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ
๑.๒) พัฒนาระบบ Credit Bank และการเทียบโอนหน่วยกิต ความรู้ และประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนทุกวัยสามารถก้าวสู่คุณวุฒิที่สูงขึ้นตามศักยภาพ
๑.๓) ผลักดันระบบการสอบเทียบคุณวุฒิ สามารถ “จบการศึกษาในแต่ละระดับ”ได้รวดเร็วขึ้น โดยใช้ระยะเวลาเรียนน้อยลง และสามารถศึกษาต่อหรือเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที
๑.๔) ปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎ ระเบียบ และงบประมาณ เพื่อเปิดทางเลือกการเรียนรู้ที่หลากหลาย
๒) ขับเคลื่อนการเรียนรู้สู่อาชีพ สร้างรายได้ และพึ่งพาตนเอง
๒.๑) พัฒนาหลักสูตรอาชีพที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์พื้นที่และความต้องการของตลาดแรงงาน
๒.๒) ส่งเสริมแนวทาง “Learn to Earn” และ “Upskill-Reskill-Newskill” เพื่อสร้างรายได้ระหว่างเรียนและหลังเรียนจบ
๒.๓) สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ สร้างโอกาสทางธุรกิจในชุมชน
๒.๔) เตรียมพร้อมอาชีพใหม่หลังเกษียณ
๓) ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เป็นพลเมืองไทยเข้มแข็ง
๓.๑) ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย
๓.๒) มุ่งสร้างพื้นฐานให้ประชาชนพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกการทำงาน เช่น ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัว ทักษะด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์
๓.๓) บูรณาการการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม ประชาธิปไตย และความรักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นพลเมืองดีในบริบทสังคมร่วมสมัย
๔) ยกระดับคุณภาพครู นักจัดการเรียนรู้ และสถานศึกษา
๔.๑) พัฒนาครูและบุคลากรให้มีทักษะจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและทันสมัย
๔.๒) แก้ปัญหาหนี้สินและส่งเสริมทักษะทางการเงินอย่างยั่งยืน
๔.๓) สร้างสถานศึกษาที่มีความสุข ปลอดภัย มีคุณธรรม และเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ที่แท้จริง
๕) ส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ ทุกที่ ทุกเวลา
๕.๑) พัฒนา Digital Platform กลางที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ทุกช่วงวัย ทุกพื้นที่
๕.๒) ใช้ AI และ Big Data เพื่อออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
๕.๓) สร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงโดยใช้ส่งเสริมการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และชุมชน
๖) ขยายโอกาสการเรียนรู้ ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย
๖.๑) พัฒนาคุณภาพ ศกร.ตำบล และ ศศช. ในพื้นที่ห่างไกล
๖.๒) สนับสนุนการเรียนรู้ของกลถ่มเปราะบาง ผุ้สูงอายุ และกลุ่มชาติพันธุ์
๖.๓) ส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างวัย และการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
๗) ปลุกพลังการอ่านและการรู้หนังสือ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
๗.๑) ส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในทุกช่วงวัย
๗.๒) พัฒนาแหล่งเรียนรู้ชุมชนให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์เข้าถึงง่าย
๗.๓) ใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิต
๗.๔) ส่งเสริมการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น เพื่อเพิ่มอัตราการรู้หนังสือให้กับประชาชน
๘) เสริมสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
๘.๑) ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคีเครือข่ายและท้องถิ่นในการออกแบบและจัดการเรียนรู้
๘.๒) ใช้ทรัพยากรในพื้นที่และข้อมูล Big Data เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบท
๘.๓) พัฒนาความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้
๘.๔) พัฒนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส
โครงการสำคัญเพื่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามจุดเน้น (Flagship Project)
Career Plus : “เติมเต็มทักษะ สร้างโอกาสอาชีพ”
· จัดทำและพัฒนาหลักสูตรอาชีพของสถานศึกษาที่มีความสอดคล้องกับบริบทหรือความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่
· ออกแบบหลักสูตรอาชีพร่วมกับภาคเอกชน โดยคัดเลือกหลักสูตรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง เช่น ดิจิทัล ช่างเทคนิค อาหาร การดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ ภาเอกชนร่วมออกแบบเนื้อหา ฝึกอบรม และสนับสนุนวิทยากร
· ฝึกอบรมตามหลักสูตรคุณวุฒิวิชาชีพที่กำหนด
Learning ๓D : พื้นที่ต้นแบบการเรียนรู้ ๓ มิติ
แต่ละจังหวัดพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างโดดเด่น ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ โดยการดำเนินรูปแบบ “๑ จังหวัด ๓ งานเด่น” ผ่านอำเภอนำร่อง หรือกลุ่มโซนอำเภอ
Learning T – Map : แผนที่แหล่งเรียนรู้ชุมชน
ให้ ศกร.ระดับตำบลทุกแห่งสำรวจและรวบรวมแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ เช่น ศูนย์เรียนรู้ชุมชน แหล่งภูมิปัญท้องถิ่น จัดทำแผนที่ตำบลที่แสดงตำแหน่งของแหล่งเรียนรู้อย่างชัดเจน ติดตั้งแผนที่ในพื้นที่บริการของ ศกร.ระดับตำบล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย
ห้องสมุดดิจิทัล ๗๗ แห่ง
คัดเลือกห้องสมุดประชาชนที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในแต่ละจังหวัด โดยใช้ข้อมูลสถิติการเข้าใช้บริการย้อนหลังเพื่อคัดเลือกห้องสมุกเป้าหมาย จัดหาและติดตั้งห้องสมุดดิจิทัลที่สามารถให้บริการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) วารสาร สื่อการเรียนรู้ และฐานข้อมูลออนไลน์ พัฒนาระบบให้รองรับการใช้งานผ่านมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ให้บริการประชาชนแบบ “อ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา” ประชาชนสามารถสมัครสมาชิกและเข้าใช้บริการผ่านระบบออนไลน์
Learning Passport : พาสปอร์ตแห่งการเรียนรู้
สมุดบันทึกการเรียนรูปในรูปแบบดิจิทัลและ/หรือเอกสาร บันทึกกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การใช้บริการในห้องสมุดประชาชน ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา การอบรม การฝึกอาชีพ การอ่าน การเรียนรู้ใชชุมชน หรือการเรียนรู้ออนไลน์ ระบุผลลัพธ์การเรียนรู้ เช่น ทักษะที่ได้รับ ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง ใช้เป็นหลักฐานประกอบการเทียบโอนหน่วยกิต ความรู้ และประสบการณ์ สนับสนุนการเข้าสู่ระบบคุณวุฒิ
จัดการระบบการเทียบการเรียนรู้ ๓ รูปแบบ
มุ่งพัฒนากลไกการเทียบเคียงและเทียบโอนผลการเรียนรู้ เชื่อมโยงการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ให้สามารถสะสมและรับรองในระบบธนาคารหน่วยกิต อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณวุฒิทางการศึกษา เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างคุณค่าให้แก่กระบวนการเรียนรู้ของประชาชนอย่างยั่งยืน
Co-Reading Space : มุมหนังสือหมู่บ้าน
ต่อยอดจาก “บ้านหนังสือชุมชน” โดยจัดตั้ง “มุมหนังสือหมู่บ้าน” ในพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงง่าย เช่น ศาลาประชาคม วัด ร้านค้า ศูนย์เด็กเล็ก หรือบ้านผู้นำชุมชน เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านและการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน เชื่อมโยงกับบ้านหนังสือชุมชนและห้องสมุดประชาชนใช้เป็นจุดกระจายหนังสือหมุนเวียนจากบ้านหนังสือชุมชนประสานงานกับห้องสมุดประชาชนในการจัดกิจกรรมในชุมชน
สิ่งที่ต้องดำเนินการ เร่งด่วน
· สำนักงาน สกร.ประจำจังหวัด/กรุงเทพหานคร นำแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ของกรม และจุดเน้นการดำเนินงาน ประจำปี ๒๕๖๙ ไปจัดทำ แผนส่งเสริมการเรียนรู้ของจังหวัด ส่งวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๘
· ให้ผู้อำนวยการสำนักงาน สกร.ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร นำจุดเน้นการดำเนินงาน ประจำปี ๒๕๖๙ ไปจัดทำคำรับรองในการปฏิบัติราชการ (PA : Performance Agreement) และนำมาลงนามกับอธิบดี ในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๘
Quick Win การดำเนินงานระยะเร่งด่วน (๑ เดือน และ ๓ เดือน)
ตุลาคม ๒๕๖๘
· งานโครงสร้าง/บุคลากร
- โยกย้าย ๓๘ ค. ตามความสมัครใจ
- แก้ปัญหา ผอ.สถานศึกษาขาดคุณสมบัติขึ้นรอง ผอ.จังหวัด
- แก้ปัญหาอัตรากำลังหน่วยงานที่กำหนดขึ้นใหม่
- ทดแทนตำแหน่ง พรก. ที่เกษียณ
· งานนโยบาย
- ประกาศจุดเน้นการดำเนินงาน สกร.
- สกร.จังหวัดจัดทำแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ของจังหวัด
- ผอ.สกร.จังหวัด ส่ง PA ที่เป็น Commitment
- ทำ MOU ความร่วมมือ
o กสศ. (Zero Dropout)
o สคช. (หลักสูตร)
o อว.
- เปิดตัว Platform Doledemy
· งานงบประมาณ
- จัดสรรงบประมาณลงหน่วยงาน
o งบพื้นฐาน
o งบลงทุน
- หารือสำนักงบประมาณ
o การจัดตั้งงบประมาณ (งบพื้นฐาน/งบบริหาร)
- หารือกรมบัญชีกลาง
o หลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายรายหัวการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พฤศจิกายน ๒๕๖๘
· งานโครงสร้าง/งานบุคลากร
- กำหนดมาตรฐานตำแหน่ง รอง ผอ.สกร.จังหวัด
- จัดทำประกาศโครงสร้างหน่วยงานการศึกษา
o สกร.จังหวัด
o สกร.ภาค
o ศกพ.
- สำรวจอัตราตำแหน่งว่าง
- จัดทำแผนอัตรากำลัง
- จัดทำแผนสรรหา ขรก.ครู และบุคลากรทางการศึกษา
ธันวาคม ๒๕๖๘
· งานนโยบาย
- เปิดศูนย์สอบเทียบ ๗๗ แห่งทั่วประเทศ
· งานงบประมาณ
- ก่อหนี้ผูกพันงบลงทุน ‘๖๙
- จัดสรรงบเงินอุดหนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน
13 ตุลาคม 2568
26 กันยายน 2568
7 เมษายน 2568
14 มีนาคม 2568
สกร.เตรียมเปิดสอบเทียบวัดความรู้
นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า สกร.ได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยอิงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเดียวกันกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560 เสร็จแล้ว และได้นำเสนอหลักสูตรดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้การรับรองและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ซึ่งทาง สอศ.ตอบกลับมาว่าไม่ติดใจเรื่องของการเทียบระดับ แต่ถ้าเป็นการสอบรายวิชาแล้วนำมาเทียบมีระเบียบของ สอศ.รองรับอยู่แล้ว แต่เป็นอำนาจของสถานศึกษาที่มีข้อพิจารณาแตกต่างกัน จึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่าเพื่อให้การดำเนินงานราบรื่น ควรออกเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องเทียบหลักสูตรมารองรับ สำหรับ สพฐ.ได้มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงเนื้อหา เพื่อให้มีความรอบครอบรัดกุม ซึ่ง สกร.ก็ได้มีการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะเรียบร้อยแล้ว และได้หารือกับ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. ซึ่งได้ให้ข้อเสนอแนะมา 2 ข้อ คือ 1.ให้ สกร.จัดทำประกาศ ศธ.เรื่องการเทียบหลักสูตร เพื่อให้ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.พิจารณาลงนามประกาศใช้ และ 2.ให้ สกร.มาวางแผนไทม์ไลน์ระยะเวลาการดำเนินงาน
อธิบดี สกร. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ สกร.ได้ดำเนินการตามข้อแสนอแนะแบบคู่ขนานไปพร้อมๆกับการเตรียมเริ่มต้น (kick-off ) ดำเนินการเทียบระดับการศึกษา ด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นครั้งแรกในเดือน เม.ย.นี้ โดยมีขอบข่ายเนื้อหาจัดสอบใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพ และ 8. ภาษาต่างประเทศ ทั้งนี้ สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถเลือกแผนการสอบได้ทั้งแผนทั่วไป และแผนวิทย์ – คณิต สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัคร ต้องเป็นนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีสัญชาติไทย ไม่จำกัดอายุ แต่ในกรณีอายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เป็นผู้มีคุณวุฒิในระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าระดับที่ประสงค์จะขอสอบเทียบหนึ่งระดับ ยกเว้นขอสอบเทียบวัดระดับอยู่ในระดับประถมศึกษา การสมัครสามารถสมัครด้วยรูปแบบออนไลน์ได้ที่ http://ekas.dole.go.th หรือ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตคลองเตย กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 77 แห่งทั่วประเทศ
“การเทียบระดับการศึกษา ด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเป้าหมายสำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องเรียนแต่ในห้องเรียนเท่านั้น โดยเชื่อว่าทุกคนสามารถมีวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ และเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในเรื่องการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุน และสอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาของ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ในด้านการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง รวมถึงนโยบายการจัดการศึกษาที่เท่าเทียม พัฒนาคนไทยทุกคนในทุกช่วงวัย ให้ผู้เรียน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” พัฒนา ส่งเสริม และสร้างความเสมอภาคเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพการศึกษา” นายธนกร กล่าว.
11 มีนาคม 2568
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้
โดยที่สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ในสํานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปลี่ยนเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริม การเรียนรู้ พ.ศ. 2566 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน บัญญัติให้กรมส่งเสริม การเรียนรู้มีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ ประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษา และกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 กําหนดให้สถานศึกษา แต่ละแห่งจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา โดยการกําหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาแต่ละระดับและประเภทการศึกษา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกําหนด ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการ เรียนรู้ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 จึงกําหนดมาตรฐาน การศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อนําไปใช้เป็นหลัก ในการเทียบเคียงสําหรับการส่งเสริมและกํากับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และการประกัน คุณภาพทางการศึกษา โดยยึดหลักการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ คํานึงถึงความเท่าเทียมและความเสมอภาคของการเข้าถึงการศึกษา
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 31 และมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และข้อ 3 ของกฎกระทรวงการประกันคุณภาพ การศึกษา พ.ศ. 2561 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานการศึกษา เพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้”
ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ลงวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ข้อ 4 มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริม การเรียนรู้ แบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้
มาตรฐานการศึกษาสําหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามภาคผนวก ก
มาตรฐานการศึกษาสําหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง ตามภาคผนวก ข
มาตรฐานการศึกษาสําหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามภาคผนวก ค
ข้อ 5 ให้นํามาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริม การเรียนรู้ตามข้อ 4 ไปใช้กับสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ทุกแห่ง โดยให้สถานศึกษา แต่ละแห่งพิจารณาและนํามาตรฐานการศึกษาแต่ละประเภทไปกําหนดเป็นมาตรฐานการศึกษา ของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหน้าที่และอํานาจของสถานศึกษา และสามารถพัฒนามาตรฐาน การศึกษาของสถานศึกษาขึ้นเพิ่มเติมจากที่กําหนดไว้ในมาตรฐานการศึกษาแต่ละประเภทได้
ประกาศ ณ วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568 พลตํารวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
http://chan.nfe.go.th/chan3/UserFiles/File/PDF_noona/Announcement/DVIEW-R2r1F2025210154958.pdf
23 กุมภาพันธ์ 2568
11 กุมภาพันธ์ 2568
20 มกราคม 2568
กำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน และระยะเวลาในการมีสิทธิ์เข้าสอบปลายภาคเรียน หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
แบบฟอร์มการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และหลักเกณฑ์การเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม
แบบฟอร์มการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และหลักเกณฑ์การเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม










